ต้นแมงลัก พืชพื้นบ้าน สมุนไพรช่วยลดความอ้วน ช่วยท้องอิ่มนานๆ

ต้นแมงลัก เม็ดแมงลัก สมุนไพร นิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร ใบแมงลักให้กลิ่นหอมช่วยดับคาวอาหารได้ สรรพคุณของแมงลัก เช่น บำรุงระบบเลือด ช่วยขับลม รักษาโรคเบาหวาน รักษาโรคผิวหนัง โทษของต้นแมงลัก มีอะไรบ้าง

เมล็ดแมงลัก ใบแมงลัก สมุนไพร พืชพื้นบ้าน

ต้นแมงลัก ภาษาอังกฤษ เรียก Lemon basil ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมงลัก คือ Ocimum × africanum Lour. จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับต้นกะเพรา สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของต้นแมงลัก เช่น ก้อมก้อข้าว มังลัก อีตู่ เป็นต้น ใบแมงลัก มีกลิ่นหอม นิยมนำมาทำอาหาร ช่วยดับคาว และเพิ่มความหอมของอาหารได้ดี เมนูอาหารที่นำใบแมงลักมาทำอาหาร เช่น แกงเลียง แกงหน่อไม้ เป็นต้น

แมงลักในประเทศไทย

สำหรับแมงลักในประเทศไทย จัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง มีการปลูกแมงลัก เพื่อผลิตใบสดและเมล็ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ แหล่งเพาะปลูกแมงลักภายในประเทศไทย สามารถให้ผลผลิตได้เพียง 112 กิโลกรัม ต่อพื้นที่เพียง 148 ไร่เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราส่วนผลผลิตต่อไร่ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับการปลูกต้นกะเพราและต้นโหระพา เราสามารถพบเห็นต้นแมงลักได้ทั่วไปตามตลาด และ สายพันธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูกในประเทศไทย คือ แมงลักสายพันธุ์ศรแดง เป็นสายพันธ์แมงลักที่ใบใหญ่

ลักษณะของต้นแมงลัก

ต้นแมงลัก จัดเป็นพืชล้มลุก ในกลุ่มพืชตระกูลเดียวกับต้นกะเพราและต้นโหระพา สามารถขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นแมงลัก มีดังนี้

  • ลำต้นของแมงลัก เนื้อไม้ของต้นแมงลักอ่อน อวบน้ำ ความสูงประมาณ 50 เซ็นติเมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านค่อนข้างเป็นทรงเหลี่ยม เปลือกลำต้นสีเขียว มีระบบรากเป็นแก้วและรากฝอย รากของต้นแมงลักสามารถลึกได้ถึง 30 เซ็นติเมตร
  • ใบแมงลัก ลักษณะเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ออกตามกิ่งของต้นแมงลัก ใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมน มีขนอ่อนปกคลุมทั่วใบ
  • ดอกแมงลัก ลักษณะของดอกออกเป็นช่อ ดอกออกเป็นกระจุก กลีบดอกสีเขียว
  • เมล็ดแมงลัก อยู่ภายในดอกแก่ของต้นแมงลัก เมล็ดแมงลักมีลักษณะรีแบน สีดำ สามารถนำมาขยายพันธ์ได้

คุณค่าทางโภชนาการของแมงลัก

ต้นแมงลัก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรคและการบำรุงร่างกาย จากใบแมงลักสดและเมล็ดแมงลัก ซึ่งนักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของแมงลัก มีรายละเอียดดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของใบแมงลัก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 32 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย แคลเซียม 350 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10,666 มิลลิกรัม ไทอามีน 0.30 มิลลิกรัม ไรโบเฟลวิล 0.14 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.0 มิลลิกรัม วิตามินซี 78 มิลลิกรัม กากใยอาหาร 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11.1 กรัม ไขมัน 0.8 กรัม และโปรตีน 2.9 กรัม

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดแมงลัก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 420 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 54 กรัม โปรตีน 15 กรัม ไขมัน 16 กรัม กากใยอาหาร 54 กรัม

น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลัก ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด มี 3 ชนิด ประกอบด้วย methyl cinnamate , d-camphor และ polyuronide

สรรพคุณของแมงลัก

การใช้ประโยชน์จากต้นแมงลักด้านสมุนไพร เพื่อการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย เราใช้ประโยชน์จาก ใบแมงลัก และ เม็ดแมงลัก ซึ่งสรรพคุณของต้นแมงลัก มีดังนี้

  • เมล็ดแมงลัก สรรพคุณยาระบายอ่อนๆ ลดอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น เสริมการสร้างกระดูก ป้องกันโรคกระดูกเสื่อม ช่วยอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำหนัก
  • ใบแมงลัก สรรพคุณช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ป้องกันโรคมะเร็ง แก้เจ็บคอ แก้ไอ ช่วยขับเสมหะ รักษาไข้หวัด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก ป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษากลากน้ำนม

ข้อควรระวังการบริโภคเม็ดแมงลัก

เม็ดแมงลักมีสรรพคุณด้านสมุนไพรมากมาย แต่การรับประทานเม็ดแมงลัก มีข้อควรระวังในการรับประทาน ดังนี้

  • ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เนื่องจาก เมล็ดแมงลักจะพองตัวในกระเพาะ ทำให้แน่นท้องมากเกินไป
  • เมล็ดแมงลักหากรับประทานในขณะที่เมล็ดยังพองตัวไม่สุด เมล็ดแมงลักจะดูดน้ำในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำได้ หรือ ภาวะลำไส้อุดตันได้
  • ขณะระหว่างที่รับประทานยา ควรงดการกินเม็ดแมงลัก เนื่องจากเมล็ดแมงลักจะดูดซึมยาที่ใช้รักษาร่างกาย ทำให้ฤทธิ์ของยาไม่มีประสิทธิภาพ
  • หากต้องการลดความอ้วนด้วยการรับประทานเม็ดแมงลัก ควรเป็นมื้อเย็นแทนการรับประทานอาหาร และ ไม่ควรรับประทานทุกมื้อ เพราะ อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย
  • เม็ดแมงลักที่ขายตามท้องตลาด อาจมีเชื้อราปะปน เมื่อนำมารับประทาน อาจทำให้ท้องเสีย และ เป็นพิษต่อร่างกายได้