โรคไมเกรน อาการปวดหัวข้างเดียว โรคยอดฮิตในกลุ่มคนทำงาน ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่ชัดเจน สามารถรักษาได้ด้วยการรัยประทานยา การป้องกันโรคไมเกรนทำอย่างไร

โรคไมเกรน ปวดหัวข้างเดียว โรคสมอง โรคไม่ติดต่อ

โรคไมเกรน ( Migraines ) คือ โรคที่แสดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกปวดหัวตุบๆ และมักจะปวดหัวแค่ข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งในขณะที่ปวดหัวอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย โรคไมเกรนส่วนมากพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ลักษณะของโรคไมเกรนสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ปวดหัวแบบเห็นแสงวูบวาบ กับ ปวดหัวแบบไม่เห็นแสงวูบวาบ

สาเหตุของโรคไมเกรน

ปัจจุบัยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคไมเกรน ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนของสมองโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทไตรเจอมินอล trigeminal nerve โดยปัจจัยที่กระตุ้นให้ระบบประสาทไตรเจอมินอลเปลี่ยนแปลง มีดังนี้

  1. การถูกกระตุ้นเกี่ยวกับอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความเครียด และ ความวิตกกังวลมากจนเกินไป มีอาการตกใจ หรือ ช็อก เมื่อเจอสถานการณ์ที่รู้สึกโอเค
  2. การถูกกระตุ้นทางกายภาพ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ การทำงานไม่เป็นเวลา เมื่อมีอาการเหนื่อยล้า หรือ อ่อนเพลีย ภาวะที่มีเลือดในน้ำตาลน้อย ออกกำลังที่ใช้พลังมากจนเกินไป
  3. การถูกกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อม เช่น การรับแสงสว่างจอจอโทรศัพท์หรือจอโทรทัศน์ มากเกินไป การอยู่ในที่ที่มีแสงแดดที่จ้าเกินไป การได้รับเสียงดังรบกวน สภาพอากาศร้อนอบอ้าว เป็นต้น

ระยะของการเกิดโรคไมเกรน

สำหรับการแสดงอาการของโรคไมเกรน มี 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะก่อนมีอาการ ระยะอาการนำ ระยะปวดศรีษะ และ ระยะหลังมีอาการ รายละเดียดของระยะการเกิดโรค มีดังนี้

  1. ระยะก่อนมีอาการ ( Prodrome ) มีการส่งสัญญาณเตือนการเป็นไมเกรน เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หาวบ่อยกว่าปกติ รู้สึกอยากกินอาหารอยู่ตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านของอารมณ์ เข้าสู้ภาวะซึมเศร้า รู้สึกปวดไหล่ มีอาการตึงที่คอ
  2. ระยะอาการนำ ( Aura  ) ระยะนี้จะเกิดอาการเตือนหลายรูปแบบ เช่น การเห็นแสงไปวูบวาบ สายตาพล่ามัว มองเห็นภาพเป็นเส้นคลื่น หรืออาจจะมี การพูดลำบากขึ้น พูดติดๆขัดๆ
  3. ระยะปวดศีรษะ ( Headache ) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัวแบบตุบๆ มองเห็นภาพไม่ชัด สายตาพล่ามัว มีอาการอาเจียน เป็นระยะๆ ปวดศีรษะข้างเดียว หน้ามืด หรือ คล้ายๆว่าจะเป็นลม
  4. ระยะหลังมีอาการ ( Postdrome ) ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการหงุดหงิดง่าย มีความรู้สึกที่ไวต่อเสียงและแสง เวียนหัวบ่อย อ่อนแรง มีอาการมึนๆงงๆ

อาการของโรคไมเกรน

สำหรับการแสดงอาการของโรคไมเกรนมี 4 ระยะตามที่กล่าวมาในข้างต้น ซึ่งสามารถสรุปลักษณะอาการทั้งหมดของโรคไมเกรนได้ดังนี้

  • มีอาการปวดหัวตุบๆ เป็นระยะๆและบางครั้งมีอาการปวดแบบตื้อๆ
  • อาการปวดหัวจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น และ อาการจะค่อยๆลดลงเอง
  • อาจมีอาการคลื้นไส้อาเจียนรวมกับอาการปวดหัว
  • การปวดหัวในแต่ละครั้งจะไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งในบางรายจะแสดงอาการอื่นเตือนก่อน เช่น สายตาพล่ามัว มองเห็นแสงแวบวับ เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคไมเกรน

สำหรับโรคไมเกรนมีแนวทางการวินิจฉัยโรค โดยแพทย์จะใช้วิธีการตรวจเลือด การตรวจบริเวณน้ำไขสันหลัง การใช้เครื่อง CT scan (Computerized Tomography) ที่ให้ความละเอียดมากขึ้นกว่า การเอกซเรย์แบบธรรมดา และ การใช้เครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging)เป็นเครื่องตรวจร่างกายโดย การสร้างภาพเหมือนจริงของร่างกาย และ อวัยวะต่างๆ โดยจะอาศัยหลักการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

การรักษาโรคไมเกรน

สำหรับแนวทางการรักษาโรคไมเกรน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามความเหมาะสมของปัจจัยต่างๆ ซึ่งการรักษาใช้การให้รับประทานยา เพื่อบรรเทาอาการปวดหัว ซึ่งยาสำหรับรับรักษาอาการปวดหัวนั้น ยาบางชนิดอาจจะไม่เหมาะสมกับสตรีมีครรภ์และสตรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร รวมถึงเด็กด้วย

การป้องกันโรคไมเกรน

สำหรับแนวทางการป้องกันโรคไมเกรนนั้น เนื่องจากโรคนี้ไม่ทรายสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน การทำให้ร่างกายและจิตใจมีความแข็งแรงและผ่อนคลายจากปัจจัยต่างๆ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรค แนวทางการป้องกันโรคไมเกรน มีดังนี้

  • หมั่นทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์และความรู้สึก
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะไมเกรน
  • นอนพักให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • หากมีอาการปวดหัวให้ประคบเย็นบริเวณศีรษะเพื่ออาการปวดหัว
  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสม

ภาวะติดเชื้อที่สมองจากโปรตีนพรีออนในเนื้อวัว ทำลายเนื้อเยื่อสมอง ควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ เคลื่อนไหวผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก เห็นภาพหลอน ความจำเสื่อม เสียชีวิตได้

โรควัวบ้า สารพรีออน โรคติดต่อ โรคติดเชื้อ

โรควัวบ้า ( bovine spongiform encephalopathy ) คือ ภาวะการติดเชื้อโรคที่สมอง โดยมีเนื้อวัวเป็นพาหะนำโรค ซึ่งการรับประทานเนื้อวัวที่มีเชื้อโรค ทำให้เกิดความผิดปรกติของสมอง จัดเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่ระบาดจากวัวสู่คนได้

โปรตีนพรีออน คือ ต้นเหตุของโรควัวบ้า เป็นสารที่อยู่ในเนื้อวัว ซึ่งสารพรีออนมีคุณสมบัติเป็นโปรตีน แบบไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่กระตุ้นเซลล์ให้สร้างสารพรีออนเพิ่มขึ้นและไปขัดขวางกระบวนการสร้างตัวของโปรตีนอื่นๆในร่างกาย เมื่อสารพรีออนอยู่ในร่างกายสิ่งมีชีวิตจะทำลายเนื้อเยื่อสมอง ทำให้สมองฝ่อ

สถานการณ์โรควัวบ้า

พบรายงานการตรวจพบโรควัวบ้าครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ. 2529 โดยพบวัวในประเทศอังกฤษมีเชื้อวัวบ้าจำนวนมาก ต่อมาเกิดการระบาดในอีกหลายประเทศแถบยุโรป ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมัน อิตาลี เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ก ออสเตรีย สเปน สาธารณรัฐเช็ค ฟินแลนด์ กรีซ โปแลนด์ สโลวาเกีย สโลเวเนีย และลิชเทนสไตน์ รวมทั้งในประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น โอมาน อิสราเอล และหมู่เกาะฟอร์คแลนด์ จากสถานการณ์ในเวลานั้นต้องทำลายวัวมากถึง 4 ล้านตัว และต้องใช้มาตรการควบคุมในการกำจัดอย่างเข้มงวด เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

สำหรับประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อในการเกิดโรควัวบ้า เนื่องจากได้เคยมีการนำเข้าเนื้อและกระดูกป่นในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ถึงแม้ว่าจะมีการออกกฎระเบียบต่างๆในการห้ามนำเข้าและป้องกันการใช้เนื้อและกระดูกป่นจากประเทศที่มีรายงานโรค

สาเหตุของการเกิดโรควัวบ้า

สำหรับสาเหตุการเกิดโรควัวบ้ามาจากความผิดปกติของโปรตีนในเนื้อวัว ชื่อ พรีออน ( Prion ) ซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะทำลายโปรตีนชนิดอื่นๆที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต และจะทำลายเนื้อเยื่อระบบประสาทและสมอง แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของความผิดปกตินี้ ซึ่งหากคนรัประทานเนื้อที่มีความผิดปรกติของโปรตีนจะทำให้ระบบประสาทและสมองถูกทำลาย มีการศึกษาโปรตีนพรีออน พบว่าโปรตีนพรีออน ทนต่อการทำลายต่างๆแม้กระทั้งความร้อนสูง

กลุ่มเสี่ยงการเกิดโรควัวบ้า

สำหรับโรควัวบ้า กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรควัวบ้า คือ กลุ่มคนที่ชอบรับประทานเนื้อวัว ถึงแม้ว่าปรุงเนื้อวัวให้สุก ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อต่างๆแล้วก็ไม่สามารถทำให้สารพรีออนให้หมดไปได้ เนื่องจากสารพรีออนทนความร้อนได้ การควบคุมการเกิดโรควัวบ้าในวัวจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อสวัสดิภาพของมนุษย์

อาการของโรควัวบ้า

ลักษณะของสัตว์ที่เป็นโรควัวบ้าจะมีพฤติกรรมที่ผิดปรกติมีปัญหาการเดิน มีพฤติกรรมที่รุนแรง น้ำหนักตัวลดลง และล้มตายในเวลาต่อมา การรับประทานเนื้อวัวที่มีเชื้อวัวบ้า หรือ มีโปรตีนพรีออน จะส่งผลต่อร่างกายโดยเฉพาะระบบประสาทและสมอง โดยลักษณะอาการของโรควัวบ้า มีดังนี้

  • การควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ การเคลื่อนไหวผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก
  • ลักษณะพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป
  • ระบบสายตาผิดปรกติ เช่น มองเห็นภาพผิดปกติ เห็นภาพหลอน สายตาพร่ามัว หรือ ตาบอด
  • ระบบการรับรู้ความรู้สึกผิดปกติ
  • พูดได้ลำบาก
  • กลืนอาหารลำบาก
  • มีภาวะเครียด
  • นอนไม่หลับ
  • ความจำเสื่อม
  • อาจเสียชีวิตภายในเวลาประมาณ 13 เดือนหลังจากร่างกายมีอาการผิดปรกติ

การวินิจฉัยโรควัวบ้า

สำหรับแนวทางการวินิจฉัยโรควัวบ้า แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติ อาการต่างๆ ตรวจน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง เพื่อตรวจหาโปรตีนที่อาจทำให้เกิดโรค

การรักษาโรควัวบ้า

สำหรับแนวทางการรักษาโรควัวบ้า ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรควัวบ้าโดยตรง ซึ่งการรักษาเพียงบรรเทาอาการของโรค ที่สำคัญ คือ การกักกันสาหตุของการเกิดโรคไม่ให้เกิดการระบาดเพิ่ม ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่าประเทศไทยยังปลอดภัยต่อการระบาดของโรควัวบ้า

การป้องกันโรควัวบ้า

เนื่องจากในปัจจุบันจะยังไม่มียาสามารถรักษาผู้ติดเชื้อวัวบ้าได้ การป้องกันจึงมีความสำคัญที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ซึ่งแนวทางการป้องกันโรควัวบ้า มีดังนี้

  • ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีความเสี่ยงเป็นโรควัวบ้า
  • หากมีโรควัวบ้าระบาดในประเทศที่อาศัยอยู่ ให้ปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามนำเข้าวัวหรือสัตว์อื่น ๆ ที่ติดเชื้อโรควัวบ้า ห้ามเลี้ยงสัตว์ที่อาจเสี่ยงติดเชื้อโรควัวบ้า ห้ามใช้วัตถุดิบที่อาจเสี่ยงติดเชื้อโรควัวบ้าในการประกอบอาหาร เพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการจัดการกับสัตว์ที่ป่วย เฝ้าระวังและตรวจสอบเพื่อติดตามสุขภาพของวัว

โรควัวบ้า ภาวะการติดเชื้อที่สมองจากเนื้อวัวที่มีโปรตีนพรีออน ทำลายเนื้อเยื่อสมอง ทำให้สมองฝ่อ อาการของโรคควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ การเคลื่อนไหวผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก เห็นภาพหลอน ความจำเสื่อม และ ตายใน 13 เดือน

ถุงกระสอบ ถุงล้อลาก ถุงสายรุ้ง ถุงการ์ตูน
ขายถุงกระสอบ ถุงสายรุ้ง ย้ายหอ ย้ายบ้าน ต้องการถุงกระสอบ ถุงกระสอบราคาโรงงาน
ติดต่อ ทรัพย์ทวี Line Id : nongnlove

สมุนไพรแยกตามสรรพคุณ
สำหรับ พืช สัตว์ หรือ แร่ธาตุ ต่างๆนั้น มีคุณสมบัติและสรรพคุณทึ่มึประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราได้แยกประเภทของสมุนไพรได้ตามประโยชน์ในการรักษาโรค เพื่อให้ง่ายต่อการจัดหมวดหมู่ของเนื้อหา มีรายละเอียด ดังนี้
สมุนไพรป้องกันมะเร็ง สมุนไพรมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง สมุนไพรบำรุงทางเดินอาหาร รักษากระเพาะ บำรุงทางเดินอาหาร
สมุนไพรสำหรับความงาม สมุนไพรเพิ่ความงาม
เพื่อความสวยงาม
สมุนไพรแก้ปวด สมุนไพรแก้อักเสบ สมุนไพรไทย
แก้ปวด และ แก้อักเสบ
สมุนไพรล้างพิษ สมุนไพรช่วยขับสารพิษในร่างกาย
ช่วยขับสารพิษในร่างกาย
สมุนไพรแก้นอนไม่หลับ สมุนไพรช่วยผ่อนคลาย
แก้นอนไม่หลับ และ ช่วยผ่อนคลาย
สมุนไพรลดความดัน สมุนไพรไทย สมุนไพรปรับความดัน
ลดความดัน
สมุนไพรบำรุงผิวพรรณ รักษาแผล
บำรุงผิว และ รักษาโรคผิวหนัง
สมุนไพรน่ารู้
คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสมุนไพร คือ พืชที่สามารถนำมาทำเป็นยาเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว สมุนไพรนั้นหมายรวมถึง สัตว์ หรือ แร่ธาตุจากธรรมชาติด้วย เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสมุนไพรที่สามารถใช้รักษาโรคและบำรุงร่างกาย เพื่อประโยชน์กับทุกคน
เห็ดเข็มทอง สมุนไพร สมุนไพรไทย สรรพคุณของเห็ดเข็มทอง
เห็ดเข็มทอง
ฟักแม้ว มะระหวาน สมุนไพร พืชสวนครัว
ฟักแม้ว
กระเพรา สมุนไพร สรรพคุณของกระเพรา สมุนไพรไทย
กระเพรา
ผักตำลึง สมุนไพร พืชสวนครัว ตำลึง
ผักตำลึง
ลิ้นงูเห่า สมุนไพร หญ้าลิ้นงูเห่า
ลิ้นงูเห่า
พริก สมุนไพร สรรพคุณของพริก สมุนไพรไทย
พริก
สุขภาพน่ารู้
ความรู้ต่างๆเกี่ยวข้องกับสุขภาพและการดูแลร่างกาย เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ คือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรค แนวทางการดูแลร่างกาย ตั้งแต่เรื่องอาหาร การบำรุงความงามของร่างกาย ซึ่งความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร สามารถนำมาประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย

ความสวยความงาม เรื่องของผู้หญิง
ความสวยงาม

อาหารสุขภาพ อาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ
อาหารสุขภาพ
แม่และเด็ก การเลี้ยงลูก พัฒนาการเด็ก
แม่และเด็ก
สมุนไพร สมุนไพรไทย สมุนไพรมีอะไรบ้าง
สมุนไพร