อะโวคาโด้ ลูกเนย ผลไม้ต่างแดน ราคาสูง สรรพคุณหลากหลาย เช่น บำรุงระบบเลือด ลดไขมัน บำรุงผิวพรรณ สามารถใช้แทนเนยได้ นิยมใช้ลดน้ำหนัก โทษของอะโวาโด้ มีอะไรบ้าง

อโวคาโด้ สมุนไพร ผลไม้ สรรพุคณของอะโวคาโด้

ต้นอโวคาโด้ ภาษาอังกฤษ เรียก Avocado ชื่อวิทยาศาสตร์ของอะโวคาโด้ คือ Persea americana Mill สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของอะโวคาโด้ เช่น ลูกเนย ต้นอโวคาโด้มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ต้นอโวคาโด้ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ต่อมาจึงแพร่หลายในทุกภาคของประเทศไทย

สายพันธ์อะโวคาโด้

สำหรับต้นอะโวคาโด้ที่ได้รับความนิยม มี 3 สายพันธ์ คือ สายพันธ์กัวเตมาลา สายพันธ์อินดีสตะวันตก และ สายพันธ์เม็กซิโก โดยราบละเอียด มีดังนี้

  • สายพันธ์กัวเตมาลา ลักษณะเด่น คือ ผลสีเขียว ขั้วของผลจะขรุขระ เมล็ดค่อนข้างกลม เนื้อหนา ให้ไขมันสูง ชอบอากาศหนาวเย็นปานกลาง ซึ่งสายพันธ์กัวเตมาลา เช่น พันธุ์แฮส (Hass) และ พันธุ์พิงค์เคอตัน (Pinkerton)
  • สายพันธ์อินดีสตะวันตก ลักษณะเด่น คือ ผลเรียบเป็นมัน สีเขียวอมเหลือง เปลือกหนา รสหวานอ่อนๆ ให้ไขมันน้อย ชอบอากาศร้อน ซึ่งสายพันธ์อินดีสตะวันตก เช่น พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson)
  • สายพันธ์เม็กซิโก ลักษณะเด่น คือ ผลเล็ก ผิวเรียบ สีม่วง เปลือกบาง เมล็ดใหญ่ ให้ไขมันมาก ทนอากาศเย็นได้ดี

ประโยชน์ของอะโวคาโด้ สามารถรับประทานเป็นผลไม้สด ทำให้อิ่มท้อง ใช้เป็นอาหารลดน้ำหนักได้ดี สกัดนำน้ำมันจากอะโวคาโด้มาใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น เพื่อการบริโภค นำมาเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิว และ นำมาเป็นส่วนผสมของแชมพูบำรุงเส้นผม

ลักษณะของต้นอะโวคาโด้

ต้นอะโวคาโด เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สามารถขยายพันธ์โดยการตอนกิ่ง และ เพาะเมล็ดพันธ์ ซึ่งลักษณะของต้นอะโวลาโด้ มีดังนี้

  • ลำต้นอะโวคาโด เปลือกของลำต้นจะมีสีน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระ ความสูงประมาณ 20 เมตร
  • ใบอะโวคาโด ลักษณะใบใหญ่รียาว สากมือ ใบสีเขียวสด
  • ดอกอะโวคาโด ออกดอกเป็นช่อออกดอกที่ปลายกิ่ง ขนาดเล็ก ดอกมีสีเขียวอมเหลือง
  • ผลอะโวคาโด ลักษณะกลมรี ภายในผลมีเนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติมัน ไม่มีกลิ่น ภายในมีเมล็ดอยู่ตรงกลางของผล

วิธีปลูกอะโวคาโด

สำหรับการเพาะพันธ์ต้นอโวคาโด้นิยมใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ ซึ่งเริ่มจากการนำเมล็ดล้างด้วยน้ำอุ่น นำกระดาษชำระพรมน้ำให้ชุ่ม ใส่ถุงพลาสติก โดยไม่ต้องปิดปากถุง วางเมล็ดลงคอยสังเกตุอย่าให้กระดาษแห้ง รอจนรากงอกออกมา ประมาณ 3 นิ้ว จึงค่อยย้ายลงกระถางปลูกและกลบดินครึ่งลูก รดน้ำให้ชุ่ม ครบ 3 เดือนให้ย้ายกระถางที่ใหญ่ขึ้น

คุณค่าทางโภชนาการของอะโวคาโด้

สำหรับการรับประทานอะโวคาโด้ นิยมนรับประทานเนื้อผลสุกของอะโวคาโด้เป็นอาหาร ซึ่งนักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของผลอะโวคาโด้ ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงานมากถึง 160 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 8.53 กรัม น้ำตาล 0.66 กรัม กากใยอาหาร 6.7 กรัม ไขมัน 14.66 กรัม กรดไขมันอิ่มตัว 2.13 กรัม กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 9.8 กรัม กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1.82 กรัม โปรตีน 2 กรัม น้ำ 73.23 กรัม วิตามินเอ 7 ไมโครกรัม เบตาแคโรทีน 42 ไมโครกรัม ลูทีนและซีแซนทีน 271 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.13 มิลลิกรัม วิตามินบี3 1.738 มิลลิกรัม วิตามินบี5 1.389 มิลลิกรัม วิตามินบี6 0.257 มิลลิกรัม วิตามินบี9 81 ไมโครกรัม วิตามินซี 10 มิลลิกรัม วิตามินอี 2.07 มิลลิกรัม วิตามินเค 21 ไมโครกรัม ธาตุแคลเซียม 12 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.55 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 29 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 0.142 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 52 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 485 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 7 มิลลิกรัม และธาตุสังกะสี 0.64 มิลลิกรัม

สรรพคุณของอะโวคาโด

สำหรับการนำอะโวคาโด้มาใช้ประโยชน์จากผล นำมารับประทานสดๆ หรือ นำมาสกัดนำน้ำมันมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งสรรพคุณของอะโวคาโด้ มีดังนี้

  • บำรุงร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
  • บำรุงพิวพรรณ ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าสดใส
  • บำรุงสายตา ช่วยชะลอการเสื่อมของกระจกตา
  • ช่วยบำรุงเลือด ลดไขมันเลว ( LDL ) ลดความเสี่ยงไขมันอุดตันเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ
  • ป้องกันมะเร็ง มีสารต้านการเกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และ มะเร็งปากมดลูก
  • เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ป้องกันโรคหวัด
  • ช่วยระบบขับถ่าย เนื่องจากมีกากใยอาหารสูง
  • มีโฟเลตสูง เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์ สร้างความแข็งแรงให้กับบุตรในครรภ์
  • บำรุงเส้นผม รักษาอาการผมร่วง รักษาศีรษะล้าน

โทษของอะโวคาโด้

สำหรับการรับประทานหรือใช้ประโยชน์จากอะโวคาโด้ มีข้อควรระวัง เนื่องจากอะโวคาโด้มีความเป็นพิษ หากใช้อย่างไม่เหมาะสำอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โทษของอะโวคาโด้ มีดังนี้

  • ผลดิบอะโวคาโด้ มีสารแทนนินในปริมาณมาก ให้รสขม หากรับประทานมากเกินไปจะมีอาการ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง อาเจียน ผื่นคัน ลมพิษ หากรุนแรงอาจจะเสียชีวิตได้
  • ใบ เปลือกต้น และ เปลือกชั้นเอนโดคาร์บของอะโวคาโด มีความเป็นพิษต่อสัตว์หลายชนิดทั้งแมว หมา แพะ กระต่าย หนู นก ปลา ไก่ และม้า

สูตรมาร์กหน้าอะโวคาโด

ควรทำการมาร์กหน้า ทุกๆ สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลควรทำต่อเนื่อง สูจรนี้เป็นสูตรกลาง สำหรับผิวทุกสภาพ สามารถเติมส่วนผสมเพิ่มเติมตามชอบใจได้

  • ผลอะโวคาโดสุก ประมาณ 2 ลูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ไข่แดง 1 ฟอง
  • นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นให้ละเอียด
  • ล้างหน้าให้สะอาดก่อนมาร์ก และเช็ดให้แห้ง
  • ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ๆ จะทำให้หน้าตึง ชุ่มชื้น ดูอ่อนกว่าวัย

วิธีทำเครื่องดื่มอะโวคาโด

เครื่องดื่มอะโวคาโด ใช้ดื่มตอนเช้า บำรุงร่างกาย หรือ ใช้ดื่มดับกระหายได้ตามต้องการ มีประโยชน์ต่อร่างกาย

  • หั่นอะโวคาโดเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1 กำมือ
  • หั่นมะเขือเทศล้างสะอาดเป็นชิ้นเล็กๆ 1 ผล
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วย
  • น้ำแข็ง 2 ถ้วย
  • เกลือป่นนิดหน่อยประมาณ 1/4 ช้อนชา
  • ใส่อะโวคาโด และ มะเขือเทศ หั่นที่เตรียมไว้ ลงเครื่องปั่น
  • ใส่น้ำเปล่า และ น้ำแข็ง เติมน้ำมะนาว 1 ช้อนชา และ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ปั่นจนละเอียด
  • เติมเกลือเล็กน้อย และปั่นนิดหน่อย เพื่อให้เข้ากัน
  • ใช้ดื่มดับกระหาย ดื่มเป็นประจำบำรุงร่างกาย

เจตมูลเพลิงแดง สมุนไพร ไม้ประดับดอกสวย รากสามารถนำมาทำยาได้ สรรพคุณหลากหลาย เช่น บำรุงกำลัง บำรุงเลือด ช่วยขับเสมหะ ขับพยาธิ ขับประจำเดือน โทษของเจตมูลเพลิงแดงเป็นอย่างไร

เจตมูลเพลิงแดง สมุนไพรไทย สรรพคุณเจตมูลเพลิงแดง

ต้นเจตมูลเพลิงแดง ภาษาอังกฤษ เรียก Rose-colored leadwort ชื่อวิทยาศาสตร์ของเจตมูลเพลิงแดง คือ Plumbago indica L. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของเจตมูลเพลิงแดง เช่น ปิดปีแดง ปิดปิวแดง ไฟใต้ดิน ตอชูกวอ ตั้งชู้โว้ คุ้ยวู่ อุบ๊ะกูจ๊ะ จื่อเสี่ยฮวา หงฮวาตัน   เจ็ดหมุนเพลิง เป็นต้น มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ไม่ชอบน้ำมาก เจริญได้ดี ในที่แสงแดดรำไร ประโยชน์ของเจตมูลเพลิงแดง เช่น เปลือกใช้เป็นยาฆ่าแมงคาเรืองเข้าหู ยอดอ่อนและใบ ใช้รับประทานเป็นผักสดได้ หรือนำไปปรุงเป็นอาหารหลายเมนู เช่น แกงคั่ว แกงเผ็ด แกงเนื้อ เป็นต้น

ลักษณะของต้นเจตมูลเพลิงแดง

เจตมูลเพลิงแดง จัดเป็นพืชล้มลุก ประเภทไม้พุ่ม อายุหลายปี พบได้ตามป่าดงดิบ ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณทั่วไป ทุกภาคในไทย สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มรำไร ลักษณะของต้นเจตมูลเพลิงแดง มีดังนี้

  • ลำต้นเจตมูลเพลิงแดง ความสูงไม่มาก ไม่เกิน 1.5 เมตร แตกกิ่งค่อนข้างมาก ลำต้นกลมเรียบ ยอดอ่อนสีแดง กิ่งสีเขียวปนแดง
  • ใบเจตมูลเพลิงแดง ใบปลายแหลม รูปไข่ โคนใบมน เป็นใบเดี่ยว กว้าง 3-5 ซม. และ ยาว 8-13 ซม. ก้านใบ และ แกนกลางใบอ่อน มีสีแดง
  • ดอกเจตมูลเพลิงแดง ออกดอกเป็นช่อ ประมาณ 10-15 ดอก สีแดงสด มี 5 กลีบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้ง เกสรตัวผู้ และ รังไข่เพศเมีย สามารถผสมภายในดอกเองได้
  • ผลเจตมูลเพลิงแดง เป็นฝักกลม ผลมีรูปทรงรียาว มีขนไม่ยาวมาก ผลเป็นผลแห้ง เมื่อแก่จะแตกออกตามร่อง

สารสำคัญของเจตมูลเพลิงแดง

สำหรับการศีกษาสารสำคัญต่างๆในเจตมูลเพลิงแดง ซึ่งมีฤทธิ์ทางยา ช่วยแก้อาการผิดปกติ และ รักษาโรคต่างๆ พบว่า มีรายละเอียด ดังนี้

  • สารสกัดทั้งต้นพบ Plumbagin, D-Naphthaquinone
  • สารสกัด และจำแนกเป็นจำพวกแนฟธาควิโนน (Naphthaquinone) ชื่อว่า Plumbagin, 3-chloroplumbagin, α-naphthaquinone มีฤทธิ์ ทางผิวหนัง หากถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือ เป็นผื่นแดงไหม้ ไม่ควรใช้ เจตมูลเพลิงแดงมากเกินไป
  • สาร Plumbagin ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้มีการหลั่งน้ำย่อยเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ต้านเชื้อมาลาเรีย ต้านโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ ต้านความสามารถในการสืบพันธุ์ ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ และ เซลล์มะเร็งทุกชนิด นอกจากนั้น ยังมีฤทธิ์ยับยั้ง การสังเคราะห์ Chitin ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เรื่อง การออกดอกของกล้วยไม้ และ สามารถยับยั้งการเจริญของไส้เดือนฝอย
  • สาร Napthoquinone สามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ ฤทธิ์ต่อต้านยีสต์ และ แบคทีเรีย ยับยั้งการงอกของสปอร์เชื้อรา

สรรพคุณของเจตมูลเพลิงแดง

เจตมูลเพลิงแดง มีฤทธิ์ตามตำรับยาไทยโบราณ เป็น ยาร้อน มีฤทธิ์ส่งเสริมธาตุไฟ ปรับสมดุล สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย เพราะ มีสารสำคัญ มีฤทธิ์ทางยา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ต้านเชื้อโรค และ กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก สรรพคุณทางยาสามารถใช้ได้จาก ราก ทั้งต้น ดอกและใบ สรรพคุณของเจตมูลเพลิงแดง มีดังนี้

  • รากเจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณช่วยบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ บำรุงกำลัง เป็นยาขับเลือด ช่วยฟอกเลือด บำรุงเลือด ทำให้ร่างกายอบอุ่น รักษาปอดบวม แก้ปวดฟัน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย แก้ปวดท้อง ช่วยขับพยาธิ ช่วยขับปัสสาวะ รักษาทางเดิกปัสสาวะอักเสบ รักษากามโรค รักษาริดสีดวงทวาร ช่วยขับประจำเดือน แก้อาการตกขาว บำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด แก้ปวดเมื่อย
  • ใบเจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณช่วยขับลม ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร
  • ทั้งต้นเจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณเป็นยาขับเลือด ช่วยฟอกเลือด แก้ปวดท้อง รักษาโรคผิวหนัง รักษาแผลฝี รักษาแผลหนอง แก้ฟกช้ำ
  • ดอกเจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณรักษาโรคตา ช่วยให้ผ่อนคลาย
  • ผลเจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณรักษาแผลฝี ถ่ายพยาธิผิวหนัง

ตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับเจตมูลเพลิงแดง 

เจตมูลเพลิงแดง เป็นยาร้อน มีฤทธิ์บำรุงธาตุไฟ การนำมาใช้เดี่ยวๆ จะรักษาได้บางโรค บางอาการ เท่านั้น และ ใช้ได้เป็นครั้งคราว การเข้ายากับ สมุนไพร ชนิดอื่น ตามตำรายาโบราณ จะช่วยลดทอน ฤทธิ์ซึ่งกันและกัน สามารถใช้เป็นยาบำรุง ใช้ได้เป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน ตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับเจตมูลเพลิงแดง ได้แก่

  • ตำรับยาเบญจกูล ประกอบด้วย รากเจตมูลเพลิงแดง รากชะพลู เหง้าขิงแห้ง เถาสะค้าน และผลดีปลี สัดส่วนที่ใช้ คือ ใช้รากเจตมูลเพลิง 16 ส่วน กองวาโยธาตุ ใช้รากเจตมูลเพลิง 8 ส่วน และ กองอากาศธาตุ ใช้รากเจตมูลเพลิง 2 ส่วน สามารถช่วยต้านเซลล์มะเร็งปอด และ มะเร็งเต้านม ได้ดี เป็นยาบำรุงช่วยชะลอความแก่ เพราะ มีสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ตำรับยามันทธาตุ ประกอบไปด้วย สมุนไพร หลายชนิด ได้แก่ กระเทียม การบูร กานพลู โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา โกฐสอ โกฐหัวบัว จันทร์แดง จันทร์เทศ ดีปลี เทียนขาว เทียนดำ เทียนแดง เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน รากช้าพลู รากเจตมูลเพลิงแดง รากไคร้เครือ เถาสะค้าน ลูกจันทร์ ลูกผักชีล้อม ลูกผักชีลา เปลือกสมุลแว้ง เปลือกโมกมัน พริกไทยล่อน หนักอย่างละ 1 ส่วน ขิง และลูกเบญกานี หนักอย่างละ 3 ส่วน ( ใช้ส่วนราก )
  • ตำรับยาธรณีสัณฑะฆาต เป็น ยาสรรพคุณคลายเส้น ประกอบไปด้วยสมุนไพรหลายชนิด ได้แก่ กานพลู โกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า ขิง ชะเอมเทศ ลูกกระวาน ลูกเร่ว ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เทียนขาว เทียนดำ รากเจตมูลเพลิงแดง หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง หัวดองดึง หนักอย่างละ 1 ส่วน ผักแพวแดง เนื้อลูกมะขามป้อม หนักอย่างละละ 2 ส่วน, รงทอง ( ประสะแล้ว ) หนัก 4 ส่วน, การบูร เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงคุ์ หนักอย่างละ 6 ส่วน, ยาดำ หนัก 20 ส่วน และพริกไทยล่อน หนัก 96 ส่วน ( ใช้ส่วนราก )
  • ตำรับยาหอมนวโกฐ และ ยาประสะกานพลู เจตมูลเพลิงแดง เป็น ส่วนประกอบสำคัญ ช่วยรักษา กลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต หรือ ยาแก้ลม
  • ยาหอมอินทจักร์ แก้ไข้ทับระดูและระดูทับไข้ ตำรับยาแก้โรคเหงื่อออกมาก ยาสมุนไพรแก้โรควิงเวียนหน้ามืดตาลาย ตำรับยาขนานใหญ่ แก้โรคลมอัมพาต ยาสมุนไพรแก้โรคลมต่าง ๆ ยาแก้โรคประสาท ยาสมุนไพรแก้โรคกระเพาะ ยาแก้ธาตุทั้งสี่แปรปรวน

โทษของเจตมูลเพลิงแดง

ถึงแม้เจตมูลเพลิงแดงจะมีสรรพคุณและประโยชน์มากมาย ที่ใช้ในการนำมาทำยาตามตำราแพทย์แผนไทย แต่หากใช้อย่างไม่ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม สามารถทำให้เกิดโทษได้ โทษของเจตมูลเพลิง มีดังนี้

  • สำหรับสตรีที่มีครรภ์ ไม่ควรห้ามรับประทานยาจาเจตมูลเพลิงแดง เนื่องจากเจตมูลเพลิงแดงมีสรรพคุณในการขับเลือด ซึ่งอาจเกิดการกระตุ้นมดลูก เป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้
  • เนื่องจากรากของเจตมูลเพลิงแดงมีน้ำยาง มีฤทธิ์ทำลายเยื่ออ่อน เมื่อถูกผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังไหม้ และ พองได้ จึงเป็นที่มาของชื่อ เจตมูลเพลิงแดง หากต้องการใช้ราก จะต้องสวมถุงมือทุกครั้ง
  • การรับประทานเจตมูลเพลิงแดง อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร และ อาจเป็นพิษได้
  • ยางจากรากเจตมูลเพลิงแดง หากถูกผิวหนังจะทำให้เกิดการระคายเคือง ไหม้พองที่ผิวได้
ถุงกระสอบ ถุงล้อลาก ถุงสายรุ้ง ถุงการ์ตูน
ขายถุงกระสอบ ถุงสายรุ้ง ย้ายหอ ย้ายบ้าน ต้องการถุงกระสอบ ถุงกระสอบราคาโรงงาน
ติดต่อ ทรัพย์ทวี Line Id : nongnlove

สมุนไพรแยกตามสรรพคุณ
สำหรับ พืช สัตว์ หรือ แร่ธาตุ ต่างๆนั้น มีคุณสมบัติและสรรพคุณทึ่มึประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราได้แยกประเภทของสมุนไพรได้ตามประโยชน์ในการรักษาโรค เพื่อให้ง่ายต่อการจัดหมวดหมู่ของเนื้อหา มีรายละเอียด ดังนี้
สมุนไพรป้องกันมะเร็ง สมุนไพรมีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง สมุนไพรบำรุงทางเดินอาหาร รักษากระเพาะ บำรุงทางเดินอาหาร
สมุนไพรสำหรับความงาม สมุนไพรเพิ่ความงาม
เพื่อความสวยงาม
สมุนไพรแก้ปวด สมุนไพรแก้อักเสบ สมุนไพรไทย
แก้ปวด และ แก้อักเสบ
สมุนไพรล้างพิษ สมุนไพรช่วยขับสารพิษในร่างกาย
ช่วยขับสารพิษในร่างกาย
สมุนไพรแก้นอนไม่หลับ สมุนไพรช่วยผ่อนคลาย
แก้นอนไม่หลับ และ ช่วยผ่อนคลาย
สมุนไพรลดความดัน สมุนไพรไทย สมุนไพรปรับความดัน
ลดความดัน
สมุนไพรบำรุงผิวพรรณ รักษาแผล
บำรุงผิว และ รักษาโรคผิวหนัง
สมุนไพรน่ารู้
คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสมุนไพร คือ พืชที่สามารถนำมาทำเป็นยาเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว สมุนไพรนั้นหมายรวมถึง สัตว์ หรือ แร่ธาตุจากธรรมชาติด้วย เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสมุนไพรที่สามารถใช้รักษาโรคและบำรุงร่างกาย เพื่อประโยชน์กับทุกคน
เห็ดเข็มทอง สมุนไพร สมุนไพรไทย สรรพคุณของเห็ดเข็มทอง
เห็ดเข็มทอง
ฟักแม้ว มะระหวาน สมุนไพร พืชสวนครัว
ฟักแม้ว
กระเพรา สมุนไพร สรรพคุณของกระเพรา สมุนไพรไทย
กระเพรา
ผักตำลึง สมุนไพร พืชสวนครัว ตำลึง
ผักตำลึง
ลิ้นงูเห่า สมุนไพร หญ้าลิ้นงูเห่า
ลิ้นงูเห่า
พริก สมุนไพร สรรพคุณของพริก สมุนไพรไทย
พริก
สุขภาพน่ารู้
ความรู้ต่างๆเกี่ยวข้องกับสุขภาพและการดูแลร่างกาย เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ คือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรค แนวทางการดูแลร่างกาย ตั้งแต่เรื่องอาหาร การบำรุงความงามของร่างกาย ซึ่งความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร สามารถนำมาประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย

ความสวยความงาม เรื่องของผู้หญิง
ความสวยงาม

อาหารสุขภาพ อาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ
อาหารสุขภาพ
แม่และเด็ก การเลี้ยงลูก พัฒนาการเด็ก
แม่และเด็ก
สมุนไพร สมุนไพรไทย สมุนไพรมีอะไรบ้าง
สมุนไพร